พูดกับตัวเองแบบนี้สิ ส่งชีวิตให้ดี สุข สำเร็จ

การสื่อสารกับตัวเอง เพื่อให้คงไว้ซึ่งระดับพลังงานบวกเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ


เพราะ สมองคนเรามักไม่อยู่กับปัจจุบัน ฟุ้งไปอนาคต(ทำให้กังวล) นึกย้อนไปอดีต(ทำให้เสียดาย/เจ็บปวด) ดังนั้นการจะโฟกัสอยู่กับปัจจุบันและสร้างความรู้สึกสุขใจอิ่มใจให้กับตัวเอง จึงเป็นเรื่องสำคัญ
ที่เราควรฝึกทำให้ได้ เพื่ออะไร...ก็เพื่อให้พลังงานดี ๆ คงอยู่กับตัวเราได้ตลอดทั้งวัน 
จากศาสตร์เรื่องกฎแรงดึงดูด เขาบอกว่า "ความสำเร็จ ความสุข ความมั่งคั่ง มันคือพลังงานบวก"
หากอยากดึงดูดมาสู่ตัวเรา ก็ต้องใช้พลังงานบวกเช่นเดียวกันไปดึงมา 
ดังนั้นการทำให้ตัวเองรู้สึกมีความสุขคงไว้ได้ตลอดทั้งวัน นั่นคือวิธีการใช้กฎแรงดึงดูด 
มันจะทำงานโดยดึงดูดพลังงานบวก สิ่งดี ๆ คนดี ๆ เข้ามาในชีวิตเราไงล่ะ

สมองเป็นอวัยวะที่สร้างความกลัวให้กับคนเราโดยธรรมชาติ เพื่อให้เราระวังภัยดำรงชีวิตให้อยู่รอด
ดังนั้นเราต้องขจัดความกลัว ความกังวัลซึ่งเป็นพลังงานลบ ๆ ออกไปซะ 
แล้วสร้างพลังงานบวกขึ้นมาแทนที่ โดยการใช้จิตใต้สำนึกช่วย 

ในทุก ๆ วันที่ลืมตาตื่น ยิ้มให้ตัวเองก่อนด้วยความรู้สึกขอบคุณโลกใบนี้ 
ขอบคุณร่างกาย ห้องนอน ที่นอน 
ที่ดูแลเราจนผ่านหนึ่งคืนไปด้วยดีแล้วตื่นขึ้นมาเพื่อได้ใช้ชีวิตในอีกหนึ่งวัน 
ลองใช้เวลาหลังแต่งตัวเสร็จก่อนไปทำงาน พูดกับตัวเองในกระจก 
หรือระหว่างเดินทางไปทำงานก็ได้ อาจจะพูดเปล่งเสียงหรือพูดในใจ สิ่งสำคัญคือรู้สึกตามที่พูดด้วย

ประโยคทรงพลัง พูดกับตัวเอง(จิตใต้สำนึก)ทุกวัน 

Cr. เพจ ครูอีฟ จักรวาลแห่งความสุข

" ฉันคือสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดมาบนโลกนี้ "

" ฉันทำได้ "

" ฉันเป็นคนคิดบวก "

" ฉันจะยิ้มให้กับตัวเอง และคนรอบข้าง "

" ฉันมีความสุข "

ด้านการเงิน

" ฉันมีสมองเงินล้าน " (ให้คุณค่าตัวเอง ให้คุณค่าสมองตัวเอง)

" ฉันมีหัวใจเศรษฐี " 
(เป็นผู้ให้และแบ่งปัน เพราะมีเหลือเฟือแล้ว จะไม่รู้สึกขาดแคลนเพราะมันคือหัวใจยาจก)

" ฉันทำเงินมากมายได้อย่างง่ายดาย "

" ฉันชื่นชมคนรวย " 
(เพราะจิตใต้สำนึกจะหาในสิ่งที่เราชอบ นี่จึงเป็นวิธีช่วยให้เราเป็นคนรวยแบบเขาได้)

" ฉันให้คนรวยและคนสำเร็จเป็นต้นแบบ "

" เงิน คือสิ่งสำคัญ "

" ขอบคุณเงินที่เข้ามาแล้ว "

" ขอบคุณเงินที่กำลังจะมา " (ช่วยลดความกังวล)

" ความสามารถในการทำเงินของฉัน เพิ่มขึ้นทุกวัน "

" พลังงานของฉัน ดึงดูดเงิน "

" ขอบคุณที่ฉันเป็นคนตัดสินใจได้อย่างดีเยี่ยม ในเรื่องการเงิน "

" ขอบคุณความร่ำรวยที่พุ่งมาหาฉันอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง "

" ขอบคุณช่องทางรายได้ใหม่ ๆ ที่เปิดประตูรับฉันตลอดเวลา "

" ขอบคุณที่ฉันยอมรับความคิดใหม่ ๆ ที่เป็นโอกาสเพิ่มพูนรายได้ "

" ขอบคุณที่ฉันดึงดูดเงินและโอกาส ที่เข้ามาสู่ชีวิตฉันตลอดเวลา "

" ขอบคุณที่ฉันมีคุณค่าพอที่จะเป็น คนมั่งคั่งร่ำรวย "

ลองทำดูค่ะ พูดทุกวันสื่อสารกับตัวเอง จนสมองมันอิน ใจมันรู้สึกจริง ๆ 

ความสุข ความสำเร็จ ความมั่งคั่ง มาแน่ 

แค่พูดไป รู้สึกไปในทุก ๆ วันก็มีความสุขมากแล้ว 

รักษาพลังงานบวกไว้ได้ เดี๋ยวพลังงานบวกจากจักรวาลก็จัดส่งมาให้ค่ะ

มาแบบง่าย ๆ ด้วย เพราะใจมันชิล มันไม่กังวล มันเชื่อว่าได้แน่ ๆ 


Key to Success


ปิดท้ายด้วยอีก 2 ประโยคค่ะ 

อันนี้ชอบส่วนตัว ลองใช้แล้วมันได้ผลจริง

ลดความกังวัลได้ทันทีและรู้สึกถึงความสุขความสำเร็จได้ทันทีหลังจากพูด

" ฉันเห็นโลกอนาคตของฉัน ในแง่ดีเสมอ "

" ฉันอยากรู้อะไรที่จำเป็นต้องรู้ ฉันได้รู้ "




เมื่องานวนลูป สร้างความเบื่อและความเครียด


ตำแหน่งงาน (ที่กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องจัดให้มี...)


Loop, How to exit?

















1. ทำไมต้องมีตำแหน่งนี้ ทำไมต้องใช้กฎหมายบังคับ

เพราะนายจ้างไม่คิดจะทำ หรือเห็นความสำคัญว่าต้องทำเรื่องนี้ควบคู่กับการขายสินค้า/บริการ
หากเราเห็นว่าสิ่งไหนสำคัญ/มีประโยชน์ เราจะทำสิ่งนั้นทันทีไม่ต้องให้ใครมาสั่ง ไม่ต้องรอกฎหมายบังคับ
และถึงแม้จะไม่รู้ว่าต้องทำยังไง หากตัดสินใจว่าจะทำ/แก้ไขปัญหาแล้ว สุดท้ายเราก็จะพยายามหาทางจนเจอ หาวิธี หาคน มาทำจนได้... 

ปัญหาแท้จริง คือ คนที่ต้องทำ ไม่คิดจะทำ ไม่มีใจ(ที่คิดจะทำ)
ปัญหาปลายทาง คือ ไม่มีคนมาลงมือทำ ไม่มีความรู้ ไม่มีวิธีการ ไม่มีงบประมาณ ไม่มีเวลา...

2. ทำไมมีกฎหมายออกมาบังคับใช้แล้วมากมาย แต่ดูเหมือนว่าไม่ช่วยอะไร หากมองจากมุมผลลัพธ์ 

กฎหมาย
ออกมาบังคับใช้ในภาพรวม เป็นขั้นพื้นฐานที่ต้องจัดให้มี และหวังว่าหากทำตามแล้วจะหวังผลลัพธ์ที่ดีได้  แต่เอาจริง ๆ ถ้าใครทำตามกฎหมายได้หมด 100% เลย เป๊ะมาก ผลลัพธ์ที่ได้ ดีจริงมั้ย
เพราะสภาพงานจริง ไม่เหมือนกัน มีหลายเหตุหลายปัจจัยเกี่ยวข้องมาก แต่ละที่ไม่เหมือนกันเลย
คงคาดหวังไม่ได้หรอก ว่าแค่ทำตามกฎหมายแล้วจะดี อาจมีทำเพิ่มเติมบ้างในบางสิ่งบางรายละเอียดที่กฎหมายไม่ได้มีกำหนดไว้ 
แต่ก็น่าแปลกที่บางแห่ง ทำสิ่งที่กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ได้เป็นอย่างดี แต่สิ่งที่ต้องทำคือ กฎหมายนั้น บอกว่าทำได้ยาก เป็นไปไม่ได้ตามหน้างาน...ก็เข้าใจได้เป็นบางเรื่องบางกรณีไป
แต่ถ้าทำตามกฎหมายไม่ได้เป็นส่วนใหญ่แล้ว มักพบว่าเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น...
ส่วนเนื้อหากฎหมายนั้น ยอมรับว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทาง บ้างให้ความชัดเจน บ้างให้ความสงสัย ไม่รู้จะต้องทำตามกันยังไง ออกฉบับแม่สั่งมาแล้วว่าต้องทำโน่น นี่ นั่น อ้าวแล้วมาตรฐานวิธีการ บุคคลที่จะทำล่ะ ไม่บอกมาด้วย นู่น...อีก 2-5 ปี ถึงออกตามมา บางเรื่องก็ยังไม่เห็นวี่แวว...
อย่าว่าแต่คนที่ต้องทำตามเลยที่งง  คนที่ต้องบังคับใช้กฎหมายเองก็งงไม่แพ้กัน อย่าคาดหวังว่าจะเข้าใจ100%  และการบังคับใช้กฎหมายในไทยก็เหมือนกับ เส้นใยของแมงมุม ที่จับได้เฉพาะแมลงตัวเล็ก เพราะตอนนี้แมลงตัวใหญ่...แมงมุมกลัว ก็มันมีกรรไกรตัดเส้นใยแมงมุมทำให้ไม่มีที่อยู่ด้วยซ้ำไป

ความพร้อมของสิ่งสนับสนุน
บุคคล/นิติบุคคลที่มีความรู้ อุปกรณ์สิ่งของเครื่องมือที่มีมาตรฐาน
มีน้อย ราคาแพง เป็นสิ่งหายาก บางอย่างกฎหมายกำหนดควบคุมมาตรฐานหวังไว้ว่าจะดี
แต่ก็นั่นแหละ โลกแห่งความจริงใบสีเทาๆ นี้ ผลประโยชน์/ความถูกต้องบางครั้งก็เป็นเส้นบาง ๆ

3. ทำไมคนในวงการอยากออก คนนอกอยากเข้า หรือคนในอยากอยู่ไปนาน ๆ 

เพราะงานที่ทำมันเกี่ยวกับทุกคน ทำคนเดียวไม่ได้ ทำแล้วไม่จบ เมื่อปัจจัยที่เกี่ยวข้องเปลี่ยน...
ผู้บริหาร เศรษฐกิจ เครื่องจักรอุปกรณ์ คนทำงาน กฎหมาย... ระบบงานก็ต้องเปลี่ยนด้วย
จึงเป็นเหมือนงานวนลูป ทำไม่จบ เหมือนจะดีแล้ว อ้าว...กลับไปเริ่มจุด start ใหม่ set 0 อีกครั้ง
เหนื่อย...
จริง ๆ คำว่า วิชาชีพ โดยความเข้าใจทั่วไปมันหมายความว่า ไม่ใช่ใครก็ทำได้ 
ต้องผ่านกระบวนการผลิต วัดคุณภาพว่าได้ตามมาตรฐานมั้ย นอกจากนี้ก็จะมี
คำว่า จรรยาบรรณ เพิ่มเข้ามาด้วย หากเราจะปลูกฝังให้เกิดขึ้นในคน ๆ นึง ต้องใช้เวลาเท่าไหร่...
คงไม่ใช่ 3 วัน 7 วัน 1 เดือน แน่ ๆ ยังไม่ซาบซึ้งหรอก...
แต่ทุกอย่างก็มีข้อยกเว้นเหมือนกัน เวลาเปลี่ยน สภาพแวดล้อมเปลี่ยน อาจมีผลทำให้
ทัศนคติ/จรรยาบรรณ ของคนเปลี่ยนได้เช่นกัน จรรยาบรรณสร้างขึ้นได้ก็ย่อมถูกทำลายได้เช่นกัน

ดังนั้นปัญหาใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ว่า ใครบ้าง เหมาะสมหรือควรจะทำงานนี้
สิ่งที่น่าคิดและน่าทำกว่า คือ 
1. เราจะทำอย่างไร ให้คนที่ต้องทำ มีใจคิดจะทำ
2. เราจะพัฒนาคนทำงาน ให้ได้มาตรฐานตามวิชาชีพและคงไว้ซึ่งจรรยาบรรณได้อย่างไร
3. เราจะมีกฎหมายที่ใช้การได้จริง ทำตามแล้วมีประโยชน์ เกิดผลลัพธ์ดีจริง ๆ ได้อย่างไร
4. เราจะพัฒนาและยกระดับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและเครือข่ายเชิงวิชาการ เทคโนโลยี
    ให้สามารถเข้าถึงได้ มีหลากหลาย ราคาไม่แพง ผลิตเองมีมาตรฐานใช้การได้
    ไม่ต้องรอสั่งอุปกรณ์เครื่องมือแพง ๆ จากเมืองนอกได้อย่างไร
5. เราจะพัฒนาบุคลากรภาครัฐ ให้มีความสามารถทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง
    และสามารถให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ นำไปใช้ได้จริง ได้อย่างไร
6. เราจะสร้างระบบเครือข่ายของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลาย ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมี
   ประสิทธิภาพ โดยไม่มีเส้นแบ่งของคำว่า ที่มา สถานะ ผลประโยชน์ ได้อย่างไร 

ถ้าตอบคำถาม 6 ข้อนี้ได้และนำไปใช้ได้จริง งานนี้จะไม่ วนลูป อีกต่อไป
อย่าคาดหวัง อย่ารอให้ใครมาตอบ เราสามารถคิดและตอบคำถามเหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง
หากเราเกี่ยวข้องในข้อไหน เราปรับวิธีคิด ปรับวิธีการทำงานของตัวเราเองก่อน 
อย่าฝากความหวังไว้ที่คนอื่น...รับผิดชอบชีวิตตัวเอง 100% ดีกว่า 


 




คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย

Cr. รวิศ หาญอุตสาหะ

คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย

- เหมาะกับมนุษย์เดินดินที่มีความฝัน แต่ชอบคิดว่าตัวเองยังไม่พร้อม
- คู่มือพลิกมุมมองและใช้ความคิดสร้างสรรค์
  สำหรับคนที่อยากมองให้เห็นโอกาสและกล้าทำในเรื่องที่คนอื่นคิดว่าเป็นไปไม่ได้

หนังสือเล่มนี้ให้หลักฐานบุคคลตัวเป็น ๆ ทั่วโลกในหลายยุคสมัย
ที่สังคมมองพวกเขาว่า "ด้อยกว่า" คนธรรมดาทั่วไป
แต่แล้วพวกเขากลับมีความคิดฝันที่ใหญ่ ลงมือทำจริงจนประสบความสำเร็จ
เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง เป็นนักธุรกิจ เป็นผู้มีความมั่งคั่งอยู่ในแวดวงต่าง ๆ ของโลก

อ่านแล้วได้แรงบันดาลใจ เฮ้ยยย...จริงๆ
ขอแค่ให้ชัดเจนว่า ชีวิตนี้เราต้องการอะไร
แล้วลงมือทำวันละนิด วันละนิด ด้วยความรัก แต่ยังคงชัดเจนในเป้าหมาย
แล้ววันนึงเราจะไปถึงดวงจันทร์...

ไปดูตัวอย่างกันดีกว่า 👌

Malala Yousafzai 

เด็กสาวปากีสถาน ผู้รณรงค์เพื่อสิทธิด้านการศึกษาเด็กและสตรี
เธอรอดชีวิตจากกระสุนที่วิ่งทะลุผ่านเข้ากะโหลกโดยมือปืนกลุ่มตาลีบัน
เธอได้ขึ้นปราศรัยที่ UN ต่อหน้าคณะตัวแทนกว่า 500 คนจากทั่วโลก
มีใจความตอนนึงที่กินใจว่า...

"เธอไม่ได้ยืนหยัดเพื่อต่อต้านใคร/กลุ่มก่อการร้ายใด ๆ เลย
แต่เธอยืนหยัดอยู่เพื่อทวงถามสิทธิอันชอบธรรมในการศึกษา
ให้กับเด็กทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ลูกหลานของกลุ่มตาลีบัน"

รู้สึกมั้ย... หัวใจที่ยิ่งใหญ่ในร่างเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ


Jamie Oliver

เด็กน้อยที่เอสเซ็กซ์ ประเทศอังกฤษ ผู้มีความบกพร่องในการอ่าน(โรคดิสเล็กเซีย)
แต่สนุกกับการทำอาหารและทำสิ่งนี้อย่างหลงใหล จนกลายเป็นเชฟที่ร่ำรวยที่สุดในโลก
(นิตยสาร Forbes มีทรัพย์สินเกินหนึ่งหมื่นล้านบาท) เขาเป็นเจ้าของร้านอาหารมากกว่า 50 แห่ง
เจ้าของตำราอาหารที่ขายดีติดอันดับกว่า 20 เล่ม แต่เพราะโรคดิสเล็กเซีย ทำให้เขาเพิ่งอ่าน
หนังสือเล่มแรกจบเมื่ออายุ 38 นี่เอง หนังสือเล่มนั้นคือ นิยายเรื่อง Hunger Games:Catching Fire
เขาบอกว่า...

"ปัญหาไม่ได้มาจากอุปสรรค แต่ปัญหาเกิดมาจากข้ออ้างในการดำเนินชีวิตมากกว่า
เพราะทุกคนเจอเหมือนกันหมด"


Michael Phelps

เด็กผู้ชายที่แมรี่แลนด์ สหรัฐอเมริกา ผู้เป็นโรคสมาธิสั้น พูดไม่หยุด เคลื่อนไหวตลอดเวลา
จนครูประจำชั้นเอือมระอา แม่ของเขาจึงพยายามหากิจกรรมให้ลูกได้ปลดปล่อยพลังงานออกมา
จนพบว่าการว่ายน้ำทำให้เขารู้สึกสงบและมีความสุข เขาอยู่ในสระปีละ 365 วัน
จนติดทีมชาติและเป็นนักกีฬาว่ายน้ำเจ้าของเหรียญโอลิมปิก 22 เหรียญ (18 เหรียญทอง)
เป็นเจ้าของสถิติโลกถึง 39 รายการ
เขาบอกว่า...

"ถ้าคุณต้องการเป็นที่หนึ่ง คุณต้องทำสิ่งที่คนอื่นไม่ยอมทำ"
นั่นคือเหตุผลที่เขาซ้อมว่ายน้ำทุกวัน ทั้ง ๆ ที่นักว่ายน้ำคนอื่นจะหยุดซ้อมในวันอาทิตย์
ทำให้เขามีเวลาซ้อมมากกว่าคนอื่นถึงปีละ 52 วัน


Leonardo Del Vecchio

เด็กชายวัย 7 ขวบที่โตมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี
ผู้ยากจนแต่มีวิสัยทัศน์ดีเยี่ยม มองเห็นตลาดของแว่นตา จึงผลิตแว่นตาคุณภาพสูง
จนเปิดบริษัทเป็นเจ้าของแบรนด์แว่นตาชั้นนำอย่าง
Ray-Ban, Oakley, Vogue รับจ้างผลิตให้กับ Armani, DKNY, Chanel, Versace, Ralph Lauren,
Tiffany, Ferragamo เป็นมหาเศรษฐีอันดับ 2 ของอิตาลี มีสินทรัพย์กว่า 6 แสนล้านบาท
จากบ้านเด็กกำพร้าวันนั้น...เขาเดินทางมาไกลจริง ๆ


Ralph Lauren

เด็กหนุ่มในมหานครนิวยอร์ก ที่ต้องออกจากมหาวิทยาลัยกลางคันเพราะครอบครัวมีปัญหาเรื่องเงิน
แต่เขาเป็นคนมีรสนิยมดี ไปทำงานเป็นพนักงานขายเสื้อเก็บประสบการณ์ เก็บเงินจนเปิดบริษัท
ผลิตเน็กไทที่ออกแบบเอง ขยายกิจการมาสู่ เสื้อผ้าผู้ชาย เสื้อผ้าผู้หญิง
เขาเป็นคนออกแบบเสื้อยืดคอปกแขนสั้นและปักรูปม้าอยู่ที่หน้าอกซ้าย (ที่เรารู้จักกัน "เสื้อโปโล")
มีคนถามเขาว่าเคล็ดลับความสำเร็จคืออะไร เขายิ้มแล้วตอบว่า
"ผมไม่ได้ออกแบบเสื้อผ้า แต่ออกแบบความฝัน"


Walt Disney

เด็กหนุ่มในแคนซัสซิตี้ที่ถูกเจ้านายไล่ออกจากงานด้วยว่า ไม่เคยมีไอเดียดี ๆ เลย
จึงตั้งบริษัททำธุรกิจการ์ตูนเล็ก ๆ กับน้องชาย สุดท้ายเจ๊ง...
ลุกขึ้นสู้ รวบรวมเงินกลับมาใหม่ ทำธุรกิจเดิมจนดังอยู่ในเมืองแคนซัสซิตี้
พอจะขยายไปต่างเมือง ก็ล้มละลายจนถึงกับต้องพึ่งอาหารสุนัขประทังชีวิต
จึงตัดสินใจย้ายไปอยู่ฮอลลีวูด เป็นนักวาดการ์ตูน รวมเงินได้ใหม่
เรียกน้องชายมาร่วมกันเปิดบริษัทอีกครั้ง เหมือนจะไปได้สวย
แต่แล้วก็เสียตัวการ์ตูน และลูกน้องถูกซื้อตัวไป เขาจึงสร้างตัวการ์ตูนใหม่
ที่ใส่บุคลิกและเสียงของตัวเองลงไปในสัตว์เลี้ยงที่เป็นหนู (เขานึกถึงสมัยที่อยู่แคนซัสซิตี้)
มันคือ "Mickey Mouse" ตัวการ์ตูนที่โด่งดังไปทั่วโลก
เมื่อมีคนถามว่าเขาผ่านอุปสรรคมาได้อย่างไร เขาตอบพร้อมรอยยิ้มว่า...

"เมื่อเราเจอเรื่องเลวร้าย บางทีมันอาจจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นกับเราก็ได้
แค่ตอนนั้นเรายังไม่รู้เท่านั้นเอง"

ธุรกิจ airbnb.com

มาจากชายอายุ 27 ปี สองคนในเมืองซานฟรานซิสโกที่ไม่มีตังค์จ่ายค่าเช่าห้องพัก
จนเกิดไอเดียแบ่งห้องนั่งเล่นที่มีเตียงเป่าลม(air beds) 3 เตียง ให้คนอื่นเช่า
พร้อมทำอาหารเช้าให้ และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า
ในวันนั้นพวกเขาจึงจดทะเบียนเว็บไซต์ www.airbedandbreakfast.com
เขียนโมเดลธุรกิจ หาเงินลงทุนขยายกิจการ ปรับปรุงเว็บไซต์
พวกเขาเปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจจากการให้ลูกค้าจ่ายเงินกับผู้เช่าโดยตรง
เป็นการบริหารการจ่ายเงินทั้งหมดและเก็บค่าคอมมิสชั่น 15%
(จากเจ้าของบ้าน 3% และผู้เช่า 12%) และเนื่องจากชื่อเว็บไซต์ยาวไปหน่อย
พวกเขาจึงย่อเหลือแค่ airbnb.com


ยังมีตัวอย่างผู้ที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจต่าง ๆ อีกมากมายในหนังสือเล่มนี้
และผู้เขียนให้ "วิธีรักษาพลังใจ" ให้อยู่นานและเกิดประโยชน์สูงสุดในแต่ละวัน
ลองหามาอ่านและทำดูค่ะ เชื่อว่าชีวิตจะดีงาม...

สิ่งที่น่าสนใจอีกคือ ผู้เขียนแนะนำ "การเตรียมตัวไปดวงจันทร์" และ "ทางลัดไปดวงจันทร์"
ไว้ให้ด้วย พร้อมยกตัวอย่างประสบการณ์จริง ๆ จากผู้เขียนเองหรือบุคคลอื่น ๆ
เล่าได้อย่างน่าติดตาม มีข้อความให้เราได้ฉุกคิดเป็นช่วง ๆ ด้วย เช่น

"ถ้ารอพร้อม 100% ชาตินี้ไม่ต้องทำอะไร"

"โมเดลธุรกิจมีมากมาย แต่น้อยคนที่จะกล้า จะลงมือทำ จริง ๆ จัง ๆ"

"ตลาดมีอยู่เสมอ สำหรับผู้ที่มองเห็น"

"พวกคุณขบขันในความต่างของผม
  ผมขบขันในความเหมือนของพวกคุณ" Jonathan Davis

"ถ้าอยากประสบความสำเร็จในชีวิต ก็ต้องเลิกสนใจคนอื่น
  และมั่นใจในตนเองซะบ้าง" Mark Twain

สุดท้าย

"ความกลัวไม่ได้มีอยู่จริง มันเป็นผลิตผลของความคิดที่คุณสร้างขึ้นมา
  อย่าเข้าใจผมผิดไป อันตรายน่ะมีอยู่จริง 
  แต่ความกลัวเป็นเพียงตัวเลือกเท่านั้น" Will Smith