เนื่องจากเป็นการกลั่นกรองจากประสบการณ์ส่วนตัวรวมทั้งการสังเกตชีวิตผู้คนรอบข้าง
อาจเป็นบทเรียนที่ฉันรู้และเข้าใจอยู่เพียงคนเดียว ลองพิจารณาตามดูแล้วกันค่ะ
ไม่แน่ว่าบางประโยคอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ไม่เคยเจอประสบการณ์ อย่างที่ฉันได้ผ่านมันมาแล้ว
1. อยากใช้ชีวิตปกติสุข ให้รักษาศีล 5
เพราะศีล 5 คือ การปิดโอกาสที่จะไปเบียดเบียนสิ่งมีชีวิตใด ๆ ด้วยคำพูดและการกระทำ
เราจึงใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย ไปไหนไม่ต้องกลัวอันตรายจากสิ่งใด
2. อยากมีสติ ปัญญา ให้ฝึกรู้ทัน ความคิด อารมณ์และความรู้สึกของตัวเอง
เพราะเมื่อเรารู้ทันหรือเห็นกิเลสตัวเองเมื่อใด เมื่อนั้นสติ(จิตกุศล)จะเกิดขึ้น และกิเลส(จิตอกุศล)จะดับไป เฝ้าสังเกตดูไปเรื่อย ๆ โกรธปุ๊บ รู้ทันปั๊บ สติเกิด เฝ้าตามไปว่าโกรธได้ถึงเมื่อไหร่ สักพักพอดับ ก็จะเห็น ถ้าทุกครั้งที่เรารู้ทันความคิดและอารมณ์ของตัวเอง เราจะอยู่กับตัวเองและไม่พัฒนาต่อยอดความคิดอารมณ์ไปสู่ความรุนแรงมากขึ้น จนพูดหรือทำร้ายคนอื่นไป เราจะมีเวลาระยะนึงให้พายุในใจสงบลง
3. อยากใช้ชีวิตแบบมั่นคงปลอดภัย ให้พึ่งตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์
เพราะทุกคนรักตัวเอง ดังนั้นการรับผิดชอบชีวิตตัวเองได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ คือความมั่นคงที่สุด
การฝากความหวังไว้กับสิ่งอื่น ๆ ภายนอก ไม่ว่าจะเป็นคนอื่น สถานการณ์อื่น ทำให้เราเป็นเหยื่อของคน/สถานการณ์นั้น เมื่อไม่ได้ดั่งใจก็ผิดหวัง เสียใจ กล่าวโทษสิ่งเหล่านั้น แทนที่จะทบทวนตัวเอง
ลงมือแก้ไขด้วยตัวเอง ชีวิตจึงไม่ก้าวไปไหนเพราะไม่เคยสร้างชีวิตได้ด้วยตัวเอง
4. อยากมีความสุข รู้สึกมีความสุขได้ทันทีเลย ไม่ต้องรอ
เพราะทุกวันที่ยังใช้ชีวิตได้ตามปกติ อย่างที่เราเคยทำ นั่นคือความสุขพื้นฐาน ที่ชีวิตมอบให้เราแล้ว
เดินได้ กินข้าวได้ ไม่เป็นโรคร้ายอะไร มีงาน มีเงิน มีบ้านให้กลับ มีครอบครัว มีญาติ มีเพื่อน เท่าที่เคยมีนั่นน่ะ คือความสุขแบบปกติ ที่เราควรจะขอบคุณในทุก ๆ วัน รู้สึกสุขได้ ง่าย ๆ เดี๋ยวนี้เลย ไม่ต้องรอ...
5. อยากใช้ชีวิตให้คุ้มค่า ให้รู้จักคุณค่าของ "เวลา"
เพราะสิ่งสำคัญของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้นเวลาที่ใช้ไปกับสิ่งสำคัญต่าง ๆ จึงต่างกัน
ตามคุณค่า ความหมายที่เรานิยามชีวิตเราไว้ บางคนให้ค่ากับสิ่งบันเทิง ก็ไม่แปลกอะไรที่เขาจะใช้เวลาส่วนมากไปกับการท่องเที่ยว บางคนให้ค่ากับเงิน แน่นอนเขาทุ่มเวลาส่วนใหญ่ไปกับการหาเงิน
บางคนให้ค่ากับงานที่รัก เขาก็มุ่งมั่นให้งานนั้นสำเร็จตามเป้าหมาย บางคนให้ค่ากับสิ่งสำคัญอย่างสมดุล ดังนั้นเขาก็ต้องจัดการเวลา สำหรับสุขภาพ ครอบครัว การงาน การเงิน ความสัมพันธ์ ให้ได้อย่างลงตัวที่สุด ทุกวันนี้ควรสำรวจตัวเองว่า ให้ค่ากับสิ่งที่ใช่ ใช้เวลามากน้อยแค่ไหน สอดคล้องกันหรือเปล่า
6. อยากอยู่กับโลกนี้ง่ายๆ ให้ยอมรับ "ความจริง"
สถานการณ์ไม่ว่าจะดี/ร้ายกับเรา อะไรเกิดขึ้นแล้ว ยอมรับ มันให้ได้ นั่นผ่านไปแล้ว
วันนี้ถ้าเราเริ่มจาก ยอมรับได้ ใจเราจะเปิดกว้าง ตาเราจะมองเห็น สมองจะเริ่มเปิดรับข้อมูลใหม่ ประมวลผล แล้วหาทางเดินต่อไป ก็แค่นั้น..ทุกการหยุดครั้งสำคัญในชีวิต ให้เริ่มคิดใหม่ แล้วเดินต่อ...
7. คนอื่นจะดีจะชั่วยังไงไม่ต้องสนใจ ให้โฟกัสที่ตัวเองว่าเป็นยังไง แค่นี้พอแล้ว
เพราะทุกคนล้วนมีมุมมืดและมุมสว่าง เปล่งแสงรวมเป็นเฉดเทา ๆ เหมือนกัน อยู่ที่เข้ม/จาง แค่ไหน
การใช้เวลาของตัวเองซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามากและจำกัด ไปสนใจคำพูด/การกระทำของคนอื่น
นั่นเป็นสิ่งสูญเปล่า ไม่สู้นำเวลามาโฟกัสความคิด คำพูด การกระทำของตัวเอง ให้เป็นไปในทางที่ถูกที่ควรจะดีกว่า เรื่องของตัวเองหากรู้ทัน เห็นแล้วมันแก้ไขพัฒนาปรับปรุงได้
แต่เรื่องคนอื่นนั้น เสียเวลาเปล่า!
8. คนที่เราคิดว่าเป็นคนดีจะดีตลอดไป คนที่เราคิดว่าเป็นคนเลวจะเลวตลอดไป นั่นไม่จริง...
เพราะสิ่งที่ควบคุมและเข้าใจได้ยากที่สุด ก็คือ คน รวมทั้งตัวเราเองก็ด้วย
เมื่อผ่านเวลา สถานการณ์ต่าง ๆ เราจะเห็นได้ว่า ทุกคนล้วนเปลี่ยนแปลงได้ ในทางที่ดีขึ้นและแย่ลง
นั่นขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งในจิตใจของคน ๆ นั้น ต่อการจัดการกับความโลภ ความโกรธ ความหลงที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเขา ณ เวลานั้น เราจึงไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินใคร ว่าเป็นคนดี/คนเลว ทุกสิ่งล้วนมีเหตุปัจจัย มีที่มาที่ไปของคน ๆ นั้น ซึ่งเราไม่มีทางรู้และเข้าใจมันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะเราไม่ใช่เขา
9. ไม่มีใครหนี้พ้น ผลลัพธ์จากการกระทำของตัวเอง
เพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ก็เป็นผลลัพธ์จากสิ่งที่เราคิดและทำในอดีต อนาคตจะเป็นอย่างไรนั้น
คาดเดาได้จากสิ่งที่เขาคิดและทำในวันนี้
10. บุคคลใดขาดการจัดการด้านการเงินที่ถูกต้อง ชีวิตด้านอื่นของเขาจะพังไปด้วย
การเงินเป็นปัจจัยพื้นฐานในการใช้ชีวิต การศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการหาเงิน ใช้เงิน เก็บเงิน ลงทุนต่อยอดเงิน เป็นวินัยพื้นฐานสำคัญของคนในปัจจุบัน ถ้าขาดวินัยด้านนี้แล้วย่อมส่งผลให้คุณภาพชีวิต ด้านอื่่น ๆ แย่ไปด้วย
การใช้ชีวิตที่ผ่านมา ทำให้ฉันรู้จักตัวเองว่า มีจุดอ่อนก็เยอะ มีจุดแข็งก็แยะ จะทักษะอะไรก็ตาม
ทักษะที่สำคัญมากในการใช้ชีวิต คือ "การคัดสรร" เลือกเก็บคน/ประสบการณ์ดี ๆ เลือกตัดคน/ประสบการณ์แย่ ๆ เลือกลงมือทำในสิ่งที่มีประโยชน์ในระยะยาว เลือกลดละเลิกสิ่งที่เป็นโทษต่อชีวิต
แค่ทักษะนี้อย่างเดียว ถ้าทำได้ดี เราก็จะมีชีวิตที่ราบรื่่น มีความสุขได้มากพอแล้ว...
วิธีคิดและวิธีการสร้างความสุข แบบมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน
การออกแบบความสุขด้วยตัวเอง (Happiness Mastery)
Cr. ครูเปิ้ล สุดารัตน์ ศิริวรางกูร
มีโอกาสได้เรียนคอร์สออนไลน์ฟรี : Happiness Mastery หน้าเพจ IDEO Empowerment ทางFacebook
แล้วรู้สึกว่าเป็นของฟรีที่ดี อยากสรุปและมาส่งต่อค่ะ
คิดว่าเนื้อหาสาระทั้ง 30 วัน มันตอบโจทย์คนสมัยนี้จริง ๆ
ที่มักจะรู้สึกทุกข์ได้ง่าย ในขณะเดียวกันก็มีความสุขได้ยากขึ้นทุกวัน ๆ
| สุขแบบมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน |
อันดับแรก ถอนพิษออกก่อน
พิษที่ว่านี้คือ Toxic ของชีวิต ได้แก่
1. การแปะฉลากทางความคิด
ฉลากทางความคิด คือความคิดลบของเรา ที่เกิดขึ้นเมื่อเราเจอสถานการณ์ต่าง ๆ
ซึ่งเราจะแปะให้ตัวเองและแปะให้คนอื่น ซึ่งมันอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้
แต่มันจะทำให้เราปฏิบัติต่อคนอื่นผิดไปจากความจริง
เช่น เจอคนรู้จักบางคนแล้วเราเดินเข้าไปทักทายเขา
เราคาดหวังว่าเขาจะยิ้มแย้มพูดทักทายกลับมา แต่เขากลับเฉย ๆ ไม่ยิ้มให้ด้วย
เราเลยแปะฉลากทางความคิดให้ตัวเองเลยว่า เรามันคนไม่สำคัญเขาไม่อยากคุยด้วย
หรือแปะฉลากความคิดที่เขาว่า เป็นคนหยิ่ง ไม่น่ารักเลย
จริง ๆ แล้วเขาอาจจะกำลังคิดอะไรอยู่ หรือเจอเรื่องแย่ ๆ ก่อนเราเขาไปทักทายเขาก็ได้
เมื่อเรายึดติดกับความคาดหวัง ว่าต้องอย่างงี้ มันจะทำให้เราไม่มองความเป็นจริง
เราจะทุกข์
"เมื่อเราแปะฉลากทางความคิด ให้กับตัวเองและผู้อื่น
เมื่อนั้นเราจะไม่รู้ความจริง ไม่เติบโต ไม่พัฒนา"
2. I am ok, you are not ok.
เราจัดวางตัวเอง อยู่เหนือคนอื่น
เราจะไม่ฟังใคร อีโก้จัด พัฒนาตัวเองไม่ได้
เพราะไม่มีใครอยากคุยด้วย ไม่มีใครช่วย
3. I am not ok, you are ok.
เราคิดว่าคนอื่นเก่งกว่า เราเลยฟังเขา
ทำให้เราติดกับดักตัวเอง เห็นคุณค่าในตัวเองน้อยลงเรื่อย ๆ
จะไม่รู้สึกภูมิใจในตัวเอง
วิธีแก้คือ I am ok, you are ok.
เพราะความรู้ ประสบการณ์ของแต่ละคนนำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้
"มนุษย์เราเป็นสิ่งเดียวที่พิเศษที่สุดในโลก
เอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้"
4. Black and White
มองโลกไม่ขาวก็ดำเลย
ไม่ได้มองโลกตามความจริงว่ามันเป็นสีเทามีเข้มมีจางหลายเฉดสีลดหลั่นลงมา
คนดี ๆ ก็มีสิทธิ์ที่จะโมโห เหวี่ยงวีนได้ในบางวัน บางเวลา
เราต้องเผื่อพื้นที่ให้ทุกคนมีพื้นที่สีเทา ๆ บ้าง
5. เลิกเป็นเหยื่อ
เปลี่ยนจากผู้ถูกกระทำ มาเป็นผู้กระทำ
ถ้าเราโทษสถานการณ์สิ่งต่าง ๆ รอบตัว เราจะเป็นเหยื่อ
ย้ายอำนาจความสุขความทุกข์ มาอยู่ที่ตัวเรา
เราเป็นคนเลือกเอง (ไม่ใช่สถานการณ์หรือคนอื่น)
ว่าจะสุข จะทุกข์กับเรื่องไหน เรารับผิดชอบชีวิตตัวเอง
ถ้าเราไม่รู้จักตัวเองดีพอ เราจะดูแลรักษาตัวเองได้ยังไง
แม้ว่าจะมีความทุกข์บ้าง ก็คิดซะว่าเป็นสิ่งที่เราเลือกเอง
เพื่อเติบโต
เพิ่มพลังความสุขให้ตัวเอง ด้วยตัวเอง และลดความทุกข์ที่เกิดจากคนอื่น
เพราะเราเป็นเจ้าของชีวิตตัวเอง
ถัดมาคือ ศึกษาวิธีคิดและวิธีการ นำไปลงมือทำ
1. ศิลปะการปล่อยวาง
ยุคนี้ใครมีความสุขก่อน คนนั้นชนะ
ไม่มีใครให้สูตรสำเร็จความสุขกับคุณได้
คุณต้องกลับไปดูแลตัวเอง
เวลามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น อย่าเพิ่งตัดสิน ตีความ
ให้ฝึกเอ๊ะในใจว่าอาจมีสาเหตุจาก อื่น ๆ อีกมากมาย
นอกจากคำตอบเราอย่างเดียว
ฝึกคิดตามความเป็นจริงที่มีมุมมองหลากหลายมากขึ้น
คิดดีต่อใจมีความสุข
"สิ่งที่น่ากลัวคือไม่รู้ว่าความสุขของตัวเองคืออะไร
ที่น่ากลัวกว่าคือ รู้ว่าความสุขคืออะไรแต่ไม่ทำ
ถ้าอยากมีความสุข กำหนดเวลา ลงมือทำ
เพราะมันเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝน"
2. ก้าวข้ามความกลัว
คนที่ไม่กล้า มักจะอยู่ในที่เคยชิน (comfort zone)
และมักจะแคร์ผลลัพธ์
กลัวอะไรให้เผชิญหน้ากับมัน
แบบค่อยเป็นค่อยไป
เอาวะ ทำเลย เสร็จแล้วก็ ช่างแม่ง
"คนเก่ง คือคนที่พยายามก้าวข้ามขีดจำกัดตัวเอง"
3. ฝึกมีความสุข เราต้องทำซ้ำ ๆ
ความสุขเป็นทักษะ ฝึกได้ เรามีความสุขได้เลยวันนี้
ความสุขมี 3 ระดับ
1. สุขกาย สบายใจ
2. ชีวิตมีเป้าหมาย (คือชีวิตที่ยังอยากอยู่ต่อไป)
3. ชีวิตที่มีความหมาย (คือชีวิตที่มีแรงบันดาลใจ)
เช่น อยากดูแลตัวเองให้ดีขึ้น เพื่อดูแลคนที่รัก
4. วงล้อชีวิต หมุนให้สมดุล
มี 8 ด้าน เราควรจัดให้สมดุล
เพราะถ้าให้ความสำคัญส่วนไหนมากเกินไป
เมื่อไม่เป็นไปตามที่หวัง ชีวิตจะพังทันที
เฉลี่ยความสุขให้สมดุลทุกด้านตามความเป็นจริง
![]() |
| วงล้อชีวิต 8 ด้าน |
เราลองให้คะแนนแต่ละด้านดูว่า เต็ม10
เราให้ความสำคัญแต่ละด้านกี่คะแนน สมดุลมั้ย
ในด้าน
1.งาน 2.เงิน 3.เพื่อน/สังคม 4.วัตถุ
5.สุขภาพจิต 6.สุขภาพกาย 7.ครอบครัว 8.ความชอบส่วนตัว
5. การมองเห็นความจริง
ความจริง จริง ๆ คือ สิ่งที่เราไม่ตัดสิน ไม่ตีความ ไม่เหมารวม
เพราะเมื่อเราตัดสิน มันจะเกิดอารมณ์ เราจะไม่ฉลาด จิตใจคับแคบ
เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นปุ๊บ ลองดูว่าจริง ๆ แล้ว มันเพราะอะไรกันแน่
ถ้าทำได้ เราจะเห็นความจริง จริง ๆ ชีวิตจะปกติสุขขึ้น
กฤษณมูรติ "ความฉลาดสูงสุดของมนุษย์
คือการที่สังเกตอะไรที่เป็นความจริง จริง ๆ โดยไม่ตัดสิน และตีความ"
6. การสื่อสารอย่างสันติ
เมื่อเห็นเหตุการณ์ใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นคำพูดและการกระทำของตัวเอง หรือของคนอื่น
ที่เรามองเห็นนั้น เปรียบเสมือนส่วนของก้อนน้ำแข็งที่อยู่เหนือน้ำซึ่งมีขนาดเล็กนิดเดียว
แต่ก้อนน้ำแข็งส่วนใหญ่ที่อยู่ใต้น้ำนั้น เปรียบได้กับ ความรู้สึกและความต้องการ
ของตัวเอง หรือคนอื่นที่อยู่เบื้องหลัง คำพูดและการกระทำที่เรามองเห็นได้ด้วยตา
เพราะฉะนั้น หลาย ๆ เหตุการณ์ในชีวิตที่เรารู้สึกเบื่อหรือบ่นออกมา
ให้ย้อนลงไปดูก้อนน้ำแข็งใต้น้ำที่ลึกลงไป ว่าจริง ๆ แล้ว
เรารู้สึกยังไง... เราต้องการอะไร...
เพราะเมื่อเรารู้ความต้องการของเราจริง ๆ
เมื่อไหร่ที่เราเห็น เมื่อนั้นเราจะสุขใจ เหมือนได้รับการเติมเต็ม
มันสำคัญมากเพราะเมื่อเรารู้ว่าเราต้องการอะไร เราสามารถเลือกวิธีการสื่อสารออกไป
ให้ฉลาดและน่าจะเป็นวิธีการที่ใช้ได้ผลตรงกับความต้องการของเรา
การสื่อสารมี 4 แบบ
1. ยี่ราฟหูเข้า คือ เข้าใจความรู้สึกของตัวเอง เข้าใจความต้องการของตัวเอง
2. ยี่ราฟหูออก คือ เข้าใจความรู้สึกของคนอื่น เข้าใจความต้องการของคนอื่น
3. หมาป่าหูเข้า คือ โทษตัวเอง ไม่เข้าใจความรู้สึกและความต้องการของตัวเอง
4. หมาป่าหูออก คือ โทษคนอื่น ไม่เข้าใจความรู้สึกและความต้องการของคนอื่น
ด่ามาด่ากลับ ตอบโต้กลับไป
"ฝึกพัฒนาตัวเอง เป็นยี่ราฟหูเข้า และยีราฟหูออก เพราะมีจิตใจเปิดกว้าง มองรอบด้าน
เลิกเป็นหมาป่าหูเข้า และหมาป่าหูออก เพราะจิตใจคับแคบ"
7. รักษาสุภาพร่างกายให้ดี
เพราะสุขภาพกายที่ดีจะช่วยให้เราอยู่ในภาวะ Cold stage ได้ง่าย
Cold stage คือภาวะปกติที่เรากินอิ่ม นอนหลับเพียงพอ ไม่มีอะไรกดดัน
เราเป็นเรามีความรู้สึกควบคุมอะไรได้ง่าย
Hot stage คือภาวะที่เราไม่พร้อม เช่น ร้อน เหนื่อย หิว ง่วง พักผ่อนไม่เพียงพอ
มีเรื่องงาน/ส่วนตัว คอยกดดัน เราจะไม่เป็นตัวเอง ปรี๊ดแตกง่าย
การรักษาสุขภาพร่างกายจึงสำคัญมาก
เพราะจิตใจที่ดีย่อมอยู่ในร่างกายที่ดีเท่านั้น
8. กฎ10/90
การตอบสนองต่อสถานการณ์ใน 10 วินาทีแรก
มักจะกำหนดผลลัพธ์ 90% ของชีวิตเรา
เมื่อเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ให้ถามตัวเองก่อนว่า
เรารู้สึกและต้องการอะไร
เขารู้สึกและต้องการอะไร
มองให้ลึกลงไปในภูเขาน้ำแข็งใต้น้ำนั้น
จากนั้นค่อยเลือก "วิธีการ"ตอบสนองที่ถูกต้อง
กับความรู้สึกและความต้องการของเรา (แบบยีราฟหูเข้า)
หรือความรู้สึกและความต้องการของเขา (แบบยีราฟหูออก)
"ชีวิตเป็นอย่างที่เราทำ เลือกวิธีการที่ถูกต้อง ก่อนส่งออกไป"
เมื่อไหร่ใช้เวลากับคนสำคัญ เมื่อนั้นเราจะสุขใจเสมอ
ทริปนี้ที่บางกอก บางกอก ดินแดนความรักของเรา...อยู่ที่บางกอก บางกอก...
เป็น 2 วันสั้น ๆ แต่คุ้มค่าและประทับใจมากมาย
เราเลือกไปสัมนาเพื่อพัฒนาตัวเอง มันดีที่มีเพื่อนรักขับรถมาหลายชั่วโมง
เพื่อมาฟังสัมนาด้วย คอยรับส่ง ไปทานข้าวกับพี่สาวที่รัก
เป็นมื้อเย็นที่ยอดเยี่ยม อิ่มอร่อย มีที่พักแสนสบาย ดีงามจริงๆ
ขอบคุณมิตรภาพระหว่างเรา เลิฟมากมาย
ก่อนกลับเพื่อนรักชวนเที่ยวพิพิธภัณฑ์ศิลปะ MOCA BANGKOK
เลยแยกงามวงศ์วานไปนิด บนถนนกำแพงเพชร6 ขนานกับเส้นวิภาวดี
เลยลองไปกันดู
ค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 250 บาท นักเรียน/นักศึกษา 100 บาท
เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี เข้าฟรีจ้า
เข้าไปแล้วที่นี่น่าสนใจมาก มี 5 ชั้น G, 2, 3, 4, 5
มีทั้งโซนนิทรรศการถาวรและหมุนเวียน
งานศิลปะหลากหลาย ภาพวาด ภาพพิมพ์ สิ่งประดิษฐ์ รูปปั้น
จากศิลปินทั้งไทยและเทศ อลังการจริง ๆ
ภาพกับงานปั้น ไม่น่าจะต่ำกว่า 400 ชิ้น
พูดเลยว่า คุ้มค่าบัตรมาก
รู้สึกว่าเวลา 2 ชั่วโมงในนั้น ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ มีคนไทยค่อนข้างน้อย
เดินดูงานศิลปะไปเรื่อย ๆ ถ่ายรูปวนไป
งานบางชิ้นบอกเล่าเรื่องราวในอดีต บ้างบอกปัจจุบันอันแสนวุ่นวาย
บางภาพสื่อถึงธรรมชาติ บางภาพให้จินตนาการ
บางโซนบอกเล่าเรื่องราววรรณกรรมไทย เช่น เรือนนางพิม มีรูปปั้นขุนช้างขุนแผน
ภาพเล่าเรื่องราวความรักที่มีจุดจบไม่สวยของทั้ง 3 คน อยู่ในเรือนไทย
งานศิลปะช่วยเปิดตา เปิดใจทำให้เกิดความรู้สึกที่หลากหลาย
ทึ่ง ชอบ ทำได้ไง
นิ่ง สงบ
ประหลาดใจ งง
ละเอียด สวย
ใครอยู่ไม่ไกลแถวดอนเมือง หรือหลักสี่
อยากให้ลองไปดู ใช้เวลาเดินดูแบบชิลหน่อย
ซึบซับบรรยากาศงานศิลป์เหล่านี้
น่าจะได้ไอเดียใหม่ ๆ ไปต่อยอด ทำไรต่อได้อีกเยอะเลย
I have a good time with my close friend
at MOCA BANGKOK (Museum of contemporary art).
There are lots of amazing arts.
เป็น 2 วันสั้น ๆ แต่คุ้มค่าและประทับใจมากมาย
เราเลือกไปสัมนาเพื่อพัฒนาตัวเอง มันดีที่มีเพื่อนรักขับรถมาหลายชั่วโมง
เพื่อมาฟังสัมนาด้วย คอยรับส่ง ไปทานข้าวกับพี่สาวที่รัก
เป็นมื้อเย็นที่ยอดเยี่ยม อิ่มอร่อย มีที่พักแสนสบาย ดีงามจริงๆ
ขอบคุณมิตรภาพระหว่างเรา เลิฟมากมาย
ก่อนกลับเพื่อนรักชวนเที่ยวพิพิธภัณฑ์ศิลปะ MOCA BANGKOK
เลยแยกงามวงศ์วานไปนิด บนถนนกำแพงเพชร6 ขนานกับเส้นวิภาวดี
เลยลองไปกันดู
ค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 250 บาท นักเรียน/นักศึกษา 100 บาท
เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี เข้าฟรีจ้า
เข้าไปแล้วที่นี่น่าสนใจมาก มี 5 ชั้น G, 2, 3, 4, 5
มีทั้งโซนนิทรรศการถาวรและหมุนเวียน
งานศิลปะหลากหลาย ภาพวาด ภาพพิมพ์ สิ่งประดิษฐ์ รูปปั้น
จากศิลปินทั้งไทยและเทศ อลังการจริง ๆ
ภาพกับงานปั้น ไม่น่าจะต่ำกว่า 400 ชิ้น
พูดเลยว่า คุ้มค่าบัตรมาก
รู้สึกว่าเวลา 2 ชั่วโมงในนั้น ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ มีคนไทยค่อนข้างน้อย
เดินดูงานศิลปะไปเรื่อย ๆ ถ่ายรูปวนไป
งานบางชิ้นบอกเล่าเรื่องราวในอดีต บ้างบอกปัจจุบันอันแสนวุ่นวาย
บางภาพสื่อถึงธรรมชาติ บางภาพให้จินตนาการ
บางโซนบอกเล่าเรื่องราววรรณกรรมไทย เช่น เรือนนางพิม มีรูปปั้นขุนช้างขุนแผน
ภาพเล่าเรื่องราวความรักที่มีจุดจบไม่สวยของทั้ง 3 คน อยู่ในเรือนไทย
งานศิลปะช่วยเปิดตา เปิดใจทำให้เกิดความรู้สึกที่หลากหลาย
ทึ่ง ชอบ ทำได้ไง
นิ่ง สงบ
ประหลาดใจ งง
ละเอียด สวย
ใครอยู่ไม่ไกลแถวดอนเมือง หรือหลักสี่
อยากให้ลองไปดู ใช้เวลาเดินดูแบบชิลหน่อย
ซึบซับบรรยากาศงานศิลป์เหล่านี้
น่าจะได้ไอเดียใหม่ ๆ ไปต่อยอด ทำไรต่อได้อีกเยอะเลย
I have a good time with my close friend
at MOCA BANGKOK (Museum of contemporary art).
There are lots of amazing arts.
![]() |
| ขุนแผน นางพิม ขุนช้าง |
![]() |
| "มารผจญ" ถวัลย์ ดัชนี สีน้ำมันและทองคำเปลวบนผ้าใบ |
![]() |
| "ไม่มีชื่อ" ทวี นันทขว้าง สีอะคริลิคบนผ้าใบ |
![]() |
| "วาระการกวนเกษียรสมุทรให้ได้มาซึ่งน้ำอัมฤทธิ์" ประทีป คชบัว สีน้ำมันบนผ้าใบ |
![]() |
| "ไตรภูมิ" จิตรกรรมสูง 7 เมตร |
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



































