The letter for you (myself 40 years old)

26 Aug 2018

I've ever heard someone saying "try writing a letter to yourself in the future and also read it after"
I think this method will help myself to review now my feeling, targets and predicting who I am in the future.
Today is 26 August 2018. I am 34 years old, it has just passed on my birthday on 6 August, I will try to write this letter to myself in the next 6 years

You (myself in the next 6 years)
You are 40 years old, What are you look like? I am excited.
A change can occur to everyone. That is true, I know I don't expect you, Whatever how you are because there are several factors and situations which we can't control. But, today I can do the best for you. Moreover, I use my life following the value that I chose. I have clear several targets in job, health, money, and life. You know? Do you succeed now? Have you paid the money back to them? (your family) Do you have enough passive income? Do you have a boyfriend?
Do you change your job? Do you have other new jobs or hobbies?
How many countries have you been to? How many places did you stay for work?
Are you an aunt? How many children does your sister have? Totally she's little boys?
How are my parents? Are they healthy? Have you been taking care of them?
Did you do for our society? How about your world? Have the high-speed trains constructions finished? Where do the trains pass? Have you ever traveled by them? Do old trains still work? How about Facebook in or out? What's instead of it? Do almost Thai people get better? Do they remain drama of other people? How about network 4G to 10G? How about the iPhone? What's the last pattern of iPhone? How about Samsung and Hauwai? What is the most famous brand of mobile phone now? How about big power countries or big companies in the world in business? Are they still Alibaba, Google, Tesla, Amazon? How about big companies in Thai? CP, PTT, SCC, CPN Is an electric car available for people? Is venerable father Pramote teaching? Do you always do meditation or praying? Does your mind improve? How about your health?Are you still fat? Do you have a lower height? Did you have a surgery? Any have problems? Do you achieve in money target? Don't be serious! If you're happy every period, it is well done. How about the close friends? Are they mary?  How are they? Have you contacted friends? How about your blog and page? Do they look like? Can you speak English fluently? Can you speak more languages? By the way, is your hand dermatitis better? Do you still have hormone acne on your face?
Whatever happened, good or bad things. I do believe in your decision.
You will pass every situation beautifully, keep positive energy in your life.
You will grow and be stronger from them.
Today, I'm going to do the best things with totally a power I have for you in the future.

Love all the time,
Paula


The letter


จดหมายถึงเธอ (ตัวเองตอน 40 ปี)

ฉันเคยได้ยินใครคนนึงบอกไว้ว่า "ลองเขียนจดหมายถึงตัวเองในอนาคตดูสิ แล้วเมื่อถึงวันนั้นค่อยเปิดอ่าน" โดยส่วนตัวคิดว่า การทำแบบนี้น่าจะเป็นวิธีนึงที่ช่วยให้เราได้ทบทวนตัวเอง ความรู้สึกต่อตัวเอง เป้าหมายในอนาคตและความคาดหวังว่าเราจะเปลี่ยนแปลงเป็นคนแบบไหนกันแน่ ตามที่คาดหรือเกินคาด

วันนี้ 26 สิงหาคม 2561 ฉันอายุ 34 ปีแล้ว ครบบริบูรณ์เมื่อวันเกิด 6 สิงหาคมที่ผ่านมา
ตั้งใจว่าจะลองเขียนจดหมายถึงตัวเองในอีก 6 ปีข้างหน้าดู
เธอจะเป็นยังไงน้า...รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกัน
จริง ๆ แล้ว ความไม่แน่นอนของชีวิตเป็นสัจธรรมที่ทุกคนล้วนต้องเจอ ฉันไม่คาดหวังหรอกนะ
ว่าเธอจะเป็นยังไง เพราะมันเป็นเรื่องอนาคตที่คงมีอีกหลายปัจจัยและหลายเหตุการณ์ซึ่งเราควบคุมไม่ได้  แต่สิ่งที่ฉันทำได้ในวันนี้เพื่อเธอ คือ ใช้ชีวิตตามคุณค่าที่เลือกแล้วอย่างดีที่สุด ทั้งเรื่องงาน สุขภาพ การเงิน  การใช้ชีวิต เป้าหมายในวันนี้ชัดเจนแล้ว เธอทำมันได้มั้ย ปลอดหนี้จากครอบครัวยัง มีรายได้เสริม(passive income) หลายทางมั้ย มีแฟนรึเปล่า เปลี่ยนงานมั้ย มีอาชีพอื่น ๆ หรืองานอดิเรกอะไรทำบ้าง ได้ไปเที่ยวเมืองนอกกี่ประเทศแล้ว ย้ายที่พัก/ที่ทำงานกี่ที่แล้วล่ะ ได้เป็นป้ายัง น้องมีลูกกี่คนแล้ว
เด็กผู้ชายทั้งหมดรึเปล่า พ่อกับแม่เป็นไงบ้าง สบายดีมั้ย ได้ดูแลท่านบ้างรึเปล่า ทำอะไรเพื่อสังคมไปบ้างแล้ว รถไฟความเร็วสูงเสร็จยัง วิ่งไปไหนบ้าง ได้ลองนั่งดูยัง รถไฟเดิมยังใช้กันอยู่มั้ย เฟสบุคเอ้ายัง
คนไทยส่วนใหญ่ดีขึ้นบ้างเปล่า ยังคงดราม่าเรื่องคนอื่นอยู่มั้ย เน็ตกี่จีแล้วถึงสิบยัง ไอโฟนล่ะ ซัมซุง
หัวเหว่ยล่ะ มีเบรนด์ไหนมาแทนบ้าง ชาติมหาอำนาจยังเป็นกลุ่มเดิมมั้ย ยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจล่ะ
ใช่อะลีบาบา อะเมซอน เทสลา กูเกิ้ล อยู่มั้ย ในไทยล่ะยังเป็น ซีพี ปตท. เอสซีจี เซ็นทรัลมั้ย
รถยนต์ไฟฟ้าใช้กันแพร่หลายยัง หลวงพ่อปราโมทย์ยังเทศอยู่มั้ย เธอยังนั่งสมาธิหรือสวดมนต์อยู่บ้างเปล่า จิตใจพัฒนาไปถึงไหนแล้ว แล้วสุขภาพล่ะ ยังน้ำหนักเกินอยู่อีกมั้ย เตี้ยลงมากเปล่า ผ่าตัดอะไรไปแล้วบ้าง เป็นอะไรมากมั้ย เก็บเงินสร้างห่านทองคำได้ยัง ไม่เป็นไรน้า ขอแค่ยังคงมีความสุขในทุก ๆ ช่วงของชีวิตก็ดีมากแล้ว แล้วเพื่อนสนิทเป็นไงกันบ้าง แต่งงานกันบ้างยัง ได้ติดต่อใครอยู่บ้าง ยังเขียนบล็อคทำเพจอยู่มั้ย พูดอังกฤษคล่องยัง พูดภาษาอะไรเพิ่มเติมได้อีกบ้าง อ่อ มือหายแพ้ยัง ยังมีสิวเม็ดเบ้งขึ้นหน้าอยู่มั้ย
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เรื่องดีหรือร้าย ฉันก็เชื่อมันในทุกการตัดสินใจของเธอแหละ
ว่าจะผ่านไปได้อย่างสวยงาม รักษาพลังงานบวกในชีวิตไว้ได้ เติบโต แข็งแรงจากมันนะ
ฉันจะทำวันนี้ให้ดีที่สุดเพื่อเธอนะ

รักเสมอ
ปอ

พูดกับตัวเองแบบนี้สิ ส่งชีวิตให้ดี สุข สำเร็จ

การสื่อสารกับตัวเอง เพื่อให้คงไว้ซึ่งระดับพลังงานบวกเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ


เพราะ สมองคนเรามักไม่อยู่กับปัจจุบัน ฟุ้งไปอนาคต(ทำให้กังวล) นึกย้อนไปอดีต(ทำให้เสียดาย/เจ็บปวด) ดังนั้นการจะโฟกัสอยู่กับปัจจุบันและสร้างความรู้สึกสุขใจอิ่มใจให้กับตัวเอง จึงเป็นเรื่องสำคัญ
ที่เราควรฝึกทำให้ได้ เพื่ออะไร...ก็เพื่อให้พลังงานดี ๆ คงอยู่กับตัวเราได้ตลอดทั้งวัน 
จากศาสตร์เรื่องกฎแรงดึงดูด เขาบอกว่า "ความสำเร็จ ความสุข ความมั่งคั่ง มันคือพลังงานบวก"
หากอยากดึงดูดมาสู่ตัวเรา ก็ต้องใช้พลังงานบวกเช่นเดียวกันไปดึงมา 
ดังนั้นการทำให้ตัวเองรู้สึกมีความสุขคงไว้ได้ตลอดทั้งวัน นั่นคือวิธีการใช้กฎแรงดึงดูด 
มันจะทำงานโดยดึงดูดพลังงานบวก สิ่งดี ๆ คนดี ๆ เข้ามาในชีวิตเราไงล่ะ

สมองเป็นอวัยวะที่สร้างความกลัวให้กับคนเราโดยธรรมชาติ เพื่อให้เราระวังภัยดำรงชีวิตให้อยู่รอด
ดังนั้นเราต้องขจัดความกลัว ความกังวัลซึ่งเป็นพลังงานลบ ๆ ออกไปซะ 
แล้วสร้างพลังงานบวกขึ้นมาแทนที่ โดยการใช้จิตใต้สำนึกช่วย 

ในทุก ๆ วันที่ลืมตาตื่น ยิ้มให้ตัวเองก่อนด้วยความรู้สึกขอบคุณโลกใบนี้ 
ขอบคุณร่างกาย ห้องนอน ที่นอน 
ที่ดูแลเราจนผ่านหนึ่งคืนไปด้วยดีแล้วตื่นขึ้นมาเพื่อได้ใช้ชีวิตในอีกหนึ่งวัน 
ลองใช้เวลาหลังแต่งตัวเสร็จก่อนไปทำงาน พูดกับตัวเองในกระจก 
หรือระหว่างเดินทางไปทำงานก็ได้ อาจจะพูดเปล่งเสียงหรือพูดในใจ สิ่งสำคัญคือรู้สึกตามที่พูดด้วย

ประโยคทรงพลัง พูดกับตัวเอง(จิตใต้สำนึก)ทุกวัน 

Cr. เพจ ครูอีฟ จักรวาลแห่งความสุข

" ฉันคือสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดมาบนโลกนี้ "

" ฉันทำได้ "

" ฉันเป็นคนคิดบวก "

" ฉันจะยิ้มให้กับตัวเอง และคนรอบข้าง "

" ฉันมีความสุข "

ด้านการเงิน

" ฉันมีสมองเงินล้าน " (ให้คุณค่าตัวเอง ให้คุณค่าสมองตัวเอง)

" ฉันมีหัวใจเศรษฐี " 
(เป็นผู้ให้และแบ่งปัน เพราะมีเหลือเฟือแล้ว จะไม่รู้สึกขาดแคลนเพราะมันคือหัวใจยาจก)

" ฉันทำเงินมากมายได้อย่างง่ายดาย "

" ฉันชื่นชมคนรวย " 
(เพราะจิตใต้สำนึกจะหาในสิ่งที่เราชอบ นี่จึงเป็นวิธีช่วยให้เราเป็นคนรวยแบบเขาได้)

" ฉันให้คนรวยและคนสำเร็จเป็นต้นแบบ "

" เงิน คือสิ่งสำคัญ "

" ขอบคุณเงินที่เข้ามาแล้ว "

" ขอบคุณเงินที่กำลังจะมา " (ช่วยลดความกังวล)

" ความสามารถในการทำเงินของฉัน เพิ่มขึ้นทุกวัน "

" พลังงานของฉัน ดึงดูดเงิน "

" ขอบคุณที่ฉันเป็นคนตัดสินใจได้อย่างดีเยี่ยม ในเรื่องการเงิน "

" ขอบคุณความร่ำรวยที่พุ่งมาหาฉันอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง "

" ขอบคุณช่องทางรายได้ใหม่ ๆ ที่เปิดประตูรับฉันตลอดเวลา "

" ขอบคุณที่ฉันยอมรับความคิดใหม่ ๆ ที่เป็นโอกาสเพิ่มพูนรายได้ "

" ขอบคุณที่ฉันดึงดูดเงินและโอกาส ที่เข้ามาสู่ชีวิตฉันตลอดเวลา "

" ขอบคุณที่ฉันมีคุณค่าพอที่จะเป็น คนมั่งคั่งร่ำรวย "

ลองทำดูค่ะ พูดทุกวันสื่อสารกับตัวเอง จนสมองมันอิน ใจมันรู้สึกจริง ๆ 

ความสุข ความสำเร็จ ความมั่งคั่ง มาแน่ 

แค่พูดไป รู้สึกไปในทุก ๆ วันก็มีความสุขมากแล้ว 

รักษาพลังงานบวกไว้ได้ เดี๋ยวพลังงานบวกจากจักรวาลก็จัดส่งมาให้ค่ะ

มาแบบง่าย ๆ ด้วย เพราะใจมันชิล มันไม่กังวล มันเชื่อว่าได้แน่ ๆ 


Key to Success


ปิดท้ายด้วยอีก 2 ประโยคค่ะ 

อันนี้ชอบส่วนตัว ลองใช้แล้วมันได้ผลจริง

ลดความกังวัลได้ทันทีและรู้สึกถึงความสุขความสำเร็จได้ทันทีหลังจากพูด

" ฉันเห็นโลกอนาคตของฉัน ในแง่ดีเสมอ "

" ฉันอยากรู้อะไรที่จำเป็นต้องรู้ ฉันได้รู้ "




เมื่องานวนลูป สร้างความเบื่อและความเครียด


ตำแหน่งงาน (ที่กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องจัดให้มี...)


Loop, How to exit?

















1. ทำไมต้องมีตำแหน่งนี้ ทำไมต้องใช้กฎหมายบังคับ

เพราะนายจ้างไม่คิดจะทำ หรือเห็นความสำคัญว่าต้องทำเรื่องนี้ควบคู่กับการขายสินค้า/บริการ
หากเราเห็นว่าสิ่งไหนสำคัญ/มีประโยชน์ เราจะทำสิ่งนั้นทันทีไม่ต้องให้ใครมาสั่ง ไม่ต้องรอกฎหมายบังคับ
และถึงแม้จะไม่รู้ว่าต้องทำยังไง หากตัดสินใจว่าจะทำ/แก้ไขปัญหาแล้ว สุดท้ายเราก็จะพยายามหาทางจนเจอ หาวิธี หาคน มาทำจนได้... 

ปัญหาแท้จริง คือ คนที่ต้องทำ ไม่คิดจะทำ ไม่มีใจ(ที่คิดจะทำ)
ปัญหาปลายทาง คือ ไม่มีคนมาลงมือทำ ไม่มีความรู้ ไม่มีวิธีการ ไม่มีงบประมาณ ไม่มีเวลา...

2. ทำไมมีกฎหมายออกมาบังคับใช้แล้วมากมาย แต่ดูเหมือนว่าไม่ช่วยอะไร หากมองจากมุมผลลัพธ์ 

กฎหมาย
ออกมาบังคับใช้ในภาพรวม เป็นขั้นพื้นฐานที่ต้องจัดให้มี และหวังว่าหากทำตามแล้วจะหวังผลลัพธ์ที่ดีได้  แต่เอาจริง ๆ ถ้าใครทำตามกฎหมายได้หมด 100% เลย เป๊ะมาก ผลลัพธ์ที่ได้ ดีจริงมั้ย
เพราะสภาพงานจริง ไม่เหมือนกัน มีหลายเหตุหลายปัจจัยเกี่ยวข้องมาก แต่ละที่ไม่เหมือนกันเลย
คงคาดหวังไม่ได้หรอก ว่าแค่ทำตามกฎหมายแล้วจะดี อาจมีทำเพิ่มเติมบ้างในบางสิ่งบางรายละเอียดที่กฎหมายไม่ได้มีกำหนดไว้ 
แต่ก็น่าแปลกที่บางแห่ง ทำสิ่งที่กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ได้เป็นอย่างดี แต่สิ่งที่ต้องทำคือ กฎหมายนั้น บอกว่าทำได้ยาก เป็นไปไม่ได้ตามหน้างาน...ก็เข้าใจได้เป็นบางเรื่องบางกรณีไป
แต่ถ้าทำตามกฎหมายไม่ได้เป็นส่วนใหญ่แล้ว มักพบว่าเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น...
ส่วนเนื้อหากฎหมายนั้น ยอมรับว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทาง บ้างให้ความชัดเจน บ้างให้ความสงสัย ไม่รู้จะต้องทำตามกันยังไง ออกฉบับแม่สั่งมาแล้วว่าต้องทำโน่น นี่ นั่น อ้าวแล้วมาตรฐานวิธีการ บุคคลที่จะทำล่ะ ไม่บอกมาด้วย นู่น...อีก 2-5 ปี ถึงออกตามมา บางเรื่องก็ยังไม่เห็นวี่แวว...
อย่าว่าแต่คนที่ต้องทำตามเลยที่งง  คนที่ต้องบังคับใช้กฎหมายเองก็งงไม่แพ้กัน อย่าคาดหวังว่าจะเข้าใจ100%  และการบังคับใช้กฎหมายในไทยก็เหมือนกับ เส้นใยของแมงมุม ที่จับได้เฉพาะแมลงตัวเล็ก เพราะตอนนี้แมลงตัวใหญ่...แมงมุมกลัว ก็มันมีกรรไกรตัดเส้นใยแมงมุมทำให้ไม่มีที่อยู่ด้วยซ้ำไป

ความพร้อมของสิ่งสนับสนุน
บุคคล/นิติบุคคลที่มีความรู้ อุปกรณ์สิ่งของเครื่องมือที่มีมาตรฐาน
มีน้อย ราคาแพง เป็นสิ่งหายาก บางอย่างกฎหมายกำหนดควบคุมมาตรฐานหวังไว้ว่าจะดี
แต่ก็นั่นแหละ โลกแห่งความจริงใบสีเทาๆ นี้ ผลประโยชน์/ความถูกต้องบางครั้งก็เป็นเส้นบาง ๆ

3. ทำไมคนในวงการอยากออก คนนอกอยากเข้า หรือคนในอยากอยู่ไปนาน ๆ 

เพราะงานที่ทำมันเกี่ยวกับทุกคน ทำคนเดียวไม่ได้ ทำแล้วไม่จบ เมื่อปัจจัยที่เกี่ยวข้องเปลี่ยน...
ผู้บริหาร เศรษฐกิจ เครื่องจักรอุปกรณ์ คนทำงาน กฎหมาย... ระบบงานก็ต้องเปลี่ยนด้วย
จึงเป็นเหมือนงานวนลูป ทำไม่จบ เหมือนจะดีแล้ว อ้าว...กลับไปเริ่มจุด start ใหม่ set 0 อีกครั้ง
เหนื่อย...
จริง ๆ คำว่า วิชาชีพ โดยความเข้าใจทั่วไปมันหมายความว่า ไม่ใช่ใครก็ทำได้ 
ต้องผ่านกระบวนการผลิต วัดคุณภาพว่าได้ตามมาตรฐานมั้ย นอกจากนี้ก็จะมี
คำว่า จรรยาบรรณ เพิ่มเข้ามาด้วย หากเราจะปลูกฝังให้เกิดขึ้นในคน ๆ นึง ต้องใช้เวลาเท่าไหร่...
คงไม่ใช่ 3 วัน 7 วัน 1 เดือน แน่ ๆ ยังไม่ซาบซึ้งหรอก...
แต่ทุกอย่างก็มีข้อยกเว้นเหมือนกัน เวลาเปลี่ยน สภาพแวดล้อมเปลี่ยน อาจมีผลทำให้
ทัศนคติ/จรรยาบรรณ ของคนเปลี่ยนได้เช่นกัน จรรยาบรรณสร้างขึ้นได้ก็ย่อมถูกทำลายได้เช่นกัน

ดังนั้นปัญหาใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ว่า ใครบ้าง เหมาะสมหรือควรจะทำงานนี้
สิ่งที่น่าคิดและน่าทำกว่า คือ 
1. เราจะทำอย่างไร ให้คนที่ต้องทำ มีใจคิดจะทำ
2. เราจะพัฒนาคนทำงาน ให้ได้มาตรฐานตามวิชาชีพและคงไว้ซึ่งจรรยาบรรณได้อย่างไร
3. เราจะมีกฎหมายที่ใช้การได้จริง ทำตามแล้วมีประโยชน์ เกิดผลลัพธ์ดีจริง ๆ ได้อย่างไร
4. เราจะพัฒนาและยกระดับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและเครือข่ายเชิงวิชาการ เทคโนโลยี
    ให้สามารถเข้าถึงได้ มีหลากหลาย ราคาไม่แพง ผลิตเองมีมาตรฐานใช้การได้
    ไม่ต้องรอสั่งอุปกรณ์เครื่องมือแพง ๆ จากเมืองนอกได้อย่างไร
5. เราจะพัฒนาบุคลากรภาครัฐ ให้มีความสามารถทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง
    และสามารถให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ นำไปใช้ได้จริง ได้อย่างไร
6. เราจะสร้างระบบเครือข่ายของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลาย ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมี
   ประสิทธิภาพ โดยไม่มีเส้นแบ่งของคำว่า ที่มา สถานะ ผลประโยชน์ ได้อย่างไร 

ถ้าตอบคำถาม 6 ข้อนี้ได้และนำไปใช้ได้จริง งานนี้จะไม่ วนลูป อีกต่อไป
อย่าคาดหวัง อย่ารอให้ใครมาตอบ เราสามารถคิดและตอบคำถามเหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง
หากเราเกี่ยวข้องในข้อไหน เราปรับวิธีคิด ปรับวิธีการทำงานของตัวเราเองก่อน 
อย่าฝากความหวังไว้ที่คนอื่น...รับผิดชอบชีวิตตัวเอง 100% ดีกว่า