เมื่อควบคุมจิตใจตนเองได้ ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว

ความจริงของชีวิตคือ ทุกสิ่งต้องเปลี่ยนแปลง
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ เปลี่ยนแปลง หายไป
ตัวเรา ผู้คนรอบข้าง ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม
ดังนั้นทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าเรายอมรับด้วยใจที่เป็นกลาง ความรู้สึกที่ปราศจากอคติ
มันจะช่วยให้เราไม่หลงไปกับ อารมณ์อยากได้ โกรธ เกลียด หงุดหงิด รำคาญ หลง
เมื่อเรามีสติรู้ทัน ความคิดจิตใจของตัวเอง ในขณะนั้นเองจิตจะนิ่ง มีความเบาสบายใจ
สมองจะพร้อมวิเคราะห์สถานการณ์ เรียนรู้วิกฤต โอกาส จุดอ่อน จุดแข็ง มาใช้ประมวลผลในหัวได้อย่างรวดเร็ว พร้อมที่จะตัดสินใจ ลงมือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยเหตุผลและเป็นประโยชน์ต่อตัวเองและผู้อื่น
พร้อมเรียนรู้ชีวิตในบทถัดไป ด้วยจิตใจที่มั่นคงและเข้มแข็ง


ปล่อย..วาง


การใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน แค่วินาทีนี้ นาทีนี้ ขณะนี้
เพื่อให้ความสำคัญกับคนที่อยู่ตรงหน้า สิ่งที่อยู่ตรงหน้า
ดื่มด่ำกับธรรมชาติรอบตัว ต้นไม้ ดอกไม้ ลมพัดเบา ๆ เสียงนก เสียงลมหายใจของตัวเอง
สิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นวิธีสร้างความสุขง่าย ๆ ที่ควรลองทำดู ใจที่ไม่ฟุ้งซ่านไปที่อื่น อยู่กับเนื้อกับตัว
ช่วยสร้างสมาธิ ให้เรานิ่งอยู่กับสิ่งตรงหน้า ทำการงานนั้นได้เต็มที่ ผลลัพธ์ย่อมดีตามมา

ความสามารถในการสร้างความสุขง่าย ๆ ด้วยตัวเอง
ความสามารถในการรู้ทันกายและใจของตัวเอง
ความสามารถในการยอมรับ ปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้
ความสามารถในการปล่อยวาง ความไม่สบายกายไม่สบายใจ
ล้วนเป็นทักษะที่ฝึกฝนได้ เมื่อลองทำ เราจะเห็นผลลัพธ์ที่ดีจากสิ่งเหล่านี้

ไม่ว่าบ้านเมือง เศรษฐกิจ สังคม เพื่อนร่วมงาน ญาติพี่น้อง ครอบครัว จะมีเรื่องวุ่นวายแค่ไหน
เพียงแค่เรามีจิตใจที่มั่นคง มีความสุขได้ด้วยตนเอง
จิตใจที่ปราศจากความกังวล ความกลัว ความอยาก ความโกรธ
เพียงเท่านี้ เราจะใช้ชีวิตอยู่ได้ทุกที่ ทุกสถานการณ์

เราเพียงรับผิดชอบ ลงมือทำสิ่งที่ต้องทำด้วยความเต็มใจ
มีสมาธิจดจ่อกับงาน มีสติรู้ทันความรู้สึกตัวเอง
ทำหน้าที่ในทุกสถานะ ลูก พ่อ แม่ ญาติ เพื่อน เพื่อนร่วมงาน พลเมืองของสังคมในประเทศ ในโลก
ลงมือทำอย่างเต็มที่ ทำอะไรก็ตามที่มนุษย์ควรทำ ทำแล้วรู้สึกภูมิใจ ทำโดยปล่อยวางผลลัพธ์ที่คาดหวัง ถ้าทำได้ เราจะมีจิตใจที่เข้มแข็ง มั่งคง รู้สึกชอบตัวเอง ภูมิใจในตัวเอง

เมื่อใดที่รู้สึกสับสน และเป็นทุกข์มาก
ให้พิจารณาดูว่า ไม่มีใครไม่ตาย ทุกคนล้วนเคยเจ็บป่วย และต้องตายทั้งนั้น
ถ้าวันนี้เรายังหายใจอยู่ ถามตัวเองดี ๆ ว่าตั้งแต่เกิดมาใช้ทรัพยากรของโลกนี้ไปเท่าไหร่
มีใครที่ต้องตอบแทนบุญคุณบ้าง ทำชดใช้ผู้คนและโลกนี้ คืนไปแค่ไหนแล้ว ภูมิใจหรือยังกับทุกวันนี้
ถ้าคำตอบคือ ใช่ แปลว่า พร้อมตายได้อย่างสบายใจแล้ว
ถ้าไม่ใช่ ทำหน้าที่ต่อไปให้ดีที่สุด

ทุกอย่างเป็นสิ่งชั่วคราว มีแต่ทุกข์น้อย กับทุกข์มาก
ถ้ามีความมุ่งมั่น ที่จะพ้นทุกข์อย่างถาวร ทางไปมีอยู่ แต่ต้องเดินเองและใช้เวลา
ถ้าเป็นมนุษย์ทั่วไป จะใช้ชีวิตทางโลกโดยอยู่กับทุกข์ได้ ก็มีทางอยู่ แต่ก็ต้องเดินไปเองเช่นกัน

เราทุกคน ล้วนเป็นผลผลิตของกรรม
ข่าวดีคือ ทุกเช้าที่ลืมตาตื่น เราได้รับโอกาสให้เลือกทำกรรมใหม่ได้ทุกวัน

แก้ตัวไม่ช่วยอะไร เอาเวลามาแก้ไขดีกว่า




สิ่งที่ได้เรียนรู้ จากการไปเที่ยวเมืองนอก

ได้ไปเที่ยวมาเลเซีย สิงคโปร์กับทัวร์ รถบัส (40 คน) ออกจากหาดใหญ่
เที่ยว 4 วัน 3 คืน เน้นเที่ยวสิงคโปร์ 2 วันเต็ม แวะมานอนที่มาเลย์ 3 คืน นั่งรถขาไปและขากลับรวม 2 วัน






ประสบการณ์ครั้งนี้ให้อะไรบ้าง
1. ความรู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ ๆ ที่เห็น
- ถนน ปั้มน้ำมัน ห้องน้ำ
- สภาพบ้านเรือน ต้นไม้ คนทำงาน (ช่างทำ/ซ่อมถนนริมทาง)
- รถยนต์ สภาพจราจร สีหน้าท่าทางของผู้คน

2. เพิ่มทักษะการเอาตัวรอด
- เพื่อสั่งอาหาร ซื้อของ
- ถามทาง, เดินเที่ยว

3. เพิ่มทักษะช่างสังเกต
- เมื่อเราเห็นความแตกต่างของผู้คน อาคาร สิ่งของเครื่องใช้ อาหารการกิน สาธารณูปโภคต่าง ๆ
  เทียบกับบ้านเราแล้ว มันเห็นข้อได้เปรียบ ข้อจำกัด ของเขาและเรา












4. รู้จักคุณค่าความสะดวกสบายในการกินอยู่ของบ้านเรา
- เพราะทรัพยากรบ้านเรามีมากมาย หลากหลาย ทุกคนเข้าถึงได้ง่าย ราคาไม่แพงมาก

5. เปิดใจยอมรับความแตกต่างของคน หลายเชื้อชาติ หลายวัฒธรรม ที่อยู่ร่วมกัน เรียนรู้มารยาทการใช้ของส่วนรวมในแหล่งท่องเที่ยวร่วมกัน

6. เรียนรู้ว่า อยู่ที่ไหนก็ไม่อุ่นใจเท่าบ้านเรา ประเทศที่เราเกิด เป็นความรู้สึกล้วน ๆ ที่ใช้เหตุผลอธิบายไม่ได้



ถ้าเรามองในภาพกว้างขึ้น เราอาศัยอยู่ในโลกนี้เหมือนกัน ทุกที่บนโลกใบนี้ก็เป็นบ้านของทุกคน
ไม่ว่าใครจะทำอะไร ย่อมส่งผลกระทบทั่วถึงกันทั้งหมด รับผิดรับชอบจากผลลัพธ์ในการกระทำร่วมกัน
โลกจะอยู่ได้ยาวนาน น่าอาศัยอยู่มากขึ้นหรือน้อยลงแค่ไหน ขึ้นอยู่กับพวกเราทุกคน 


12 บทเรียนชีวิต ข้าราชการพลเรือน 7 ปี

หลังจากเรียนจบป.ตรี ฉันทำงานในภาคเอกชนมาก่อนหลายปี จากนั้นจึงสอบและได้บรรจุเป็นข้าราชการพลเรือน ตั้งแต่ 26 กันยายน 2555 จนวันนี้ 27 กันยายน 2562 ครบ 7 ปีแล้ว...(เวลาผ่านไปเร็วจริง ๆ)

ด้วยประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมา ด้วยวัยที่เพิ่มขึ้น ด้วยความผิดพลาดมากมายที่ได้เรียนรู้ในภายหลัง
ทำให้เข้าใจว่า คนเรามีทัศนคติในการทำงานและใช้ชีวิตเปลี่ยนแปลงได้ตามลักษณะอาชีพ วัย สถานการณ์ที่เราเจอ มันจะค่อย ๆ หล่อหลอมให้เรา เป็นเราอย่างทุกวันนี้ ค่อย ๆ เปลี่ยนตัวตน ค่อย ๆ  เรียนรู้ เข้าใจ บางข้อผิดพลาดเราเรียนรู้แล้วไม่พลาดซ้ำ บางเรื่องก็ยังคงก้าวข้ามไม่ได้ อย่างไรก็ตามนั่นเป็นเรื่องปกติ ยังมีเวลาเสมอสำหรับการค่อย ๆ ปรับเปลี่ยน พัฒนาตัวเองไปเรื่อย ๆ เพราะชีวิตคือการเรียนรู้ในการใช้ชีวิต

วางแผนแต่ยืดหยุ่นได้ตามสถานการณ์


12 เรื่อง ที่ฉันได้รับ ปรับเปลี่ยนและเรียนรู้

1. "อุ่นใจ" ข้าราชการไม่สบายกายแค่ไหน ยังไง ไม่ต้องห่วงเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะเข้ารักษาโรงพยาบาลรัฐฟรี เป็นสวัสดิการเบอร์หนึ่งของอาชีพนี้เลย มีบ้างที่ต้องจ่ายเพิ่ม แต่ก็หลักสิบหลักร้อย นาน ๆ ครั้งเท่านั้น

2. "ฝึกความอดทน" การที่เราต้องไปหาหมอรพ.รัฐเท่านั้น เพื่อใช้สิทธิที่มี ทำให้ต้องรอคิวตรวจนานมากจนรู้สึกเคยชินทำให้เราใจเย็นขึ้น และงานส่วนใหญ่ก็มีกรอบ/ระเบียบจากเบื้องบนสั่งมาแล้ว ทำตาม อย่างเดียว อย่าคิดเยอะ พลิกแพลงมากไม่ได้ ยกเว้นขั้นตอนงานที่เกี่ยวกับเราจริง ๆ เท่านั้น

3. "ลดอัตตา" อยู่ในองค์กรใหญ่โครงสร้างบริหารมีลำดับหลายชั้นมาก เราเป็นเพียงฟันเฟืองเล็ก ๆ ส่วนเสี้ยวเดียวเท่านั้น จะพลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรใหม่ ๆ ตามใจชอบนั้น ทำได้ค่อนข้างยาก ยกเว้นงานนั้นอยู่ในขอบเขตเราเพียงคนเดียว/เพื่อนร่วมงาน เจ้านายในหน่วยงานเล็ก ๆ ของเราเห็นด้วย

4. "ระมัดระวัง ไม่ชัวร์ ไม่ฟันธง" การทำงานที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ระเบียบซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับประชาชน  ต้องรอบคอบเรื่องคำพูดและการกระทำ เพราะคำตอบสำหรับคำถามเรื่องกฎหมายที่เราตอบเขาไปนั้น บางครั้งมันสามารถตีความได้หลากหลาย หากเราไม่เข้าใจเจตนารมณ์กฎหมายนั้นจริงแล้ว  ไม่ควรตอบคำถามเอง เพราะจะมีความรับผิดชอบผูกติดมาด้วยหากเกิดความผิดพลาด ดังนั้นเมื่อไม่มั่นใจควรส่งต่อให้กลุ่มงานที่เขาออกกฎหมายมาตอบโดยตรงจะดีกว่า

5. "Work Life Balance" มีเวลาทำเรื่องส่วนตัวในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ วันลาพักผ่อน โดยไม่ต้องกังวล/เครียดเรื่องงาน โดยส่วนใหญ่แล้วงานมักจะจบในเวลางาน หากคาบเกี่ยวต่อเนื่องให้รู้สึกต้องกังวลอยู่บ้างก็มีไม่บ่อยครั้งขึ้นอยู่กับสถานการณ์ หากเรารับผิดชอบบริหารงานในหน้าที่ได้ ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ก็พักได้อย่างสบายใจ มีเวลาออกกำลังกายเต็มที่หลังเลิกงานด้วย

6. "ฝึกการอดออม" เพราะเงินเดือนตอนเริ่มงานน้อยเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่าย ต้องบริหารจัดการเรื่องกินใช้ให้สมกับรายได้ ทำให้เราเป็นคนกินง่าย อยู่ง่ายมากขึ้น อาหารจานเดียว ทำกับข้าวมากินที่ทำงาน สรรหาของกินใช้ที่ถูกและดี เลี่ยงการสร้างหนี้สินเกินตัว

7. "ฝึกใจให้นิ่ง สื่อสารกับคนหลากหลายให้ได้" ด้วยงานที่ต้องติดต่อกับคนหลากหลายอาชีพ การศึกษา ฐานะ ต่างหน่วยงาน ถึงแม้ว่าสิ่งที่เราพูดคือสิ่งเดียวกันแต่ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าใจเราได้ตรงกันตามที่เราพูด ดังนั้นเราต้องปรับใจ ปรับคำพูด รับฟังคนที่คุยด้วยว่าเขาต้องการอะไร ใช้ภาษาระดับเดียวกับเขาจะช่วยให้เขาเข้าใจและยอมให้ความร่วมมือด้วย

ฝึกเห็นความคิดความรู้สึกตัวเองให้ทัน เดี๋ยวมันก็มา เดี๋ยวมันก็ไป


8. "รู้จักปล่อยวาง" เมื่อเริ่มบรรจุทำงานเรามักเริ่มในตำแหน่งงานเล็ก ๆ ก่อน ดังนั้นหน้าที่และอำนาจตามตำแหน่งจะไม่เอื้อให้เราสามารถตัดสินใจหรือรับผิดชอบงานใดได้มากนัก เราจึงมักจะเจอสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่สามารถควบคุมได้เสมอ เกินขีดความสามารถของเราบ้าง จึงทำได้แค่เพียงยอมรับและทำความเข้าใจ/ทำใจ และทำงานในขอบเขตรับผิดชอบของเราต่อไปให้ดีที่สุดก็พอ

9. "รู้จักวางตัวในจุดที่เหมาะสม" ข้าราชการมีการโยกย้ายบ่อยครั้ง เพื่อการเติบโตในตำแหน่งหน้าที่ ดังนั้นเราจึงเลือกเจ้านาย และเพื่อนร่วมงานที่ถูกใจเราทั้งหมดไม่ได้ สิ่งที่ควรทำคือ รู้ว่าตัวเองมีหน้าที่อะไร รับผิดชอบมันให้ดี หน้าที่ของคนอื่นถ้าไม่เกี่ยวข้องกับเราเลยก็ไม่ต้องไปยุ่งปล่อยเป็นเรื่องของเขา ไม่ว่าจะเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว ในบางสถานการณ์งานที่ถูกต้องกับถูกใจอาจสวนทางกัน เราต้องคิดให้รอบคอบว่าจุดยืนและความรับผิดชอบเราคืออะไร ผลกระทบต่อเจ้านายและเพื่อนร่วมงานคืออะไร ชั่งน้ำหนักให้ดี ทั้งนี้ต้องรู้จักวิธีป้องกันตัวเองด้วย

10. "เรียนรู้คน ไม่คาดหวังใคร" รู้หน้าไม่รู้ใจ รู้คำพูดการกระทำที่เขาแสดงต่อหน้า แต่ไม่รู้ตอนลับหลัง ดังนั้นเราทำได้เพียงให้เกียรติตัวเอง ให้เกียรติคนอื่นตามมารยาทที่ควรทำ ทำดีกับคนอื่่นตามระดับความดีที่เรามี แต่ไม่คาดหวังว่าเขาจะดีกับเราหรือไม่ การรู้จักสังเกตพฤติกรรมคนในภาวะปกติและภาวะวิกฤติ ประกอบกับใช้เวลาให้นานพอ จะช่วยให้เราเห็นภาพอะไรชัดเจนมากยิ่งขึ้น

11. "ปล่อยผ่านเรื่องเล็ก ใจจะเบา"
ในสังคมคนทำงาน เป็นเรื่องปกติที่เราจะเจอคนซุบซิบนินทา เข้าใจผิด อิจฉา กลั่นแกล้ง เปรียบเทียบ เอาเปรียบ ไปบ้าง เล็ก ๆ น้อย ๆ เราไม่ควรเสียเวลาและให้ค่ากับคนและเรื่องเหล่านี้ เอาเวลาไปมีความสุข สร้างสรรสิ่งดี ๆ ในชีวิตตัวเองดีกว่า เพราะทุกสถานการณ์ที่เราเลือกทำหรือไม่ทำอะไร จะมีคนคอยตีความทุกการกระทำของเราอยู่แล้ว เขามีสิทธิที่จะคิดเห็นในมุมมองของเขา เราเองก็มีสิทธิคิดและทำในมุมมองของเราเช่นกัน สิ่งสำคัญคือเราต้องมั่นใจว่า เรารู้จักตัวเองดีพอ รู้สิทธิและหน้าที่ของตัวเองว่าคืออะไร ทำถูกต้องและสร้างความเดือดร้อนให้ใครหรือไม่

12. "มองทุกปัญหาให้เป็นโอกาส" เขาจ้างเรามาแก้ปัญหา หน้าที่คือ ไม่บ่น/บ่นให้น้อยที่สุด มองให้เห็นโอกาสและหาทางแก้ไขปัญหาให้เจอ เราจะเก่งขึ้นเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่ผ่านปัญหาไปได้ อย่าบ่น/ด่าใครพร่ำเพรื่อ เพราะลึก ๆ แล้ว ไม่มีใครอยากฟังคำบ่นคำด่า คำเหล่านี้เหมือนก๊าซพิษมันจะทำให้เราหาทางออกไม่เจอวนติดอยู่กับปัญหา ขอให้ใช้พลังงานและเวลาไปลงมือทำเพื่อแก้ไขปัญหาจะดีกว่า

เมื่อเวลาผ่านไป บทเรียนใหม่จะเพิ่มเข้ามา บทเรียนเก่าก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไป...

เมื่อโลกภายในของเราเปลี่ยน โลกภายนอกที่เราเห็นจะเปลี่ยนตาม